คำตอบสั้น: ส่วนใหญ่ไม่ต้องใบอนุญาต
สำหรับนักตกปลาที่มาไทยและตั้งใจตกปลาที่ บ่อเอกชน อย่าง Bung Sam Ran IT Lake Monsters Gillhams Fishing Resort หรือ Pilot 111 — ไม่ต้องมีใบอนุญาตเพิ่มเติม ค่าบ่อที่จ่ายครอบคลุมสิทธิ์การตกปลาทั้งหมด
แต่ถ้าคุณออกไปนอกบ่อเอกชน ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำสาธารณะ อ่างเก็บน้ำ หรืออุทยานทางทะเล กฎจะซับซ้อนขึ้นทันที
ข้อมูลในคู่มือนี้เป็นภาพรวมทั่วไป กฎระเบียบอาจเปลี่ยนแปลงได้ ก่อนออกทริปควรยืนยันกับหน่วยงานท้องถิ่นหรือเจ้าของสถานที่โดยตรง
บ่อปลาเอกชน — ไม่ต้องใบอนุญาต
นี่คือสถานการณ์ที่ง่ายที่สุด บ่อปลาเอกชนในไทยดำเนินกิจการในฐานะธุรกิจบันเทิง เจ้าของบ่อได้รับใบอนุญาตดำเนินกิจการจากท้องถิ่นเอง นักตกปลาที่มาใช้บริการไม่ต้องมีเอกสารเพิ่มเติม
สิ่งที่บ่อเอกชนต้องการจากคุณ
- เงินค่าบ่อ — ราคาแตกต่างตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพัน ขึ้นอยู่กับบ่อและระยะเวลา
- ปฏิบัติตามกฎบ่อ — เช่น ประเภทเหยื่อที่อนุญาต กฎ Catch and Release ชั่วโมงเปิดปิด
- หนังสือเดินทาง — บ่อบางแห่งขอดูเอกสารสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ
แม่น้ำและแหล่งน้ำสาธารณะ — เขตสีเทา
ประเทศไทยไม่มีระบบใบอนุญาตตกปลาสำหรับบุคคลทั่วไปที่ชัดเจนเหมือนในอังกฤษหรือออสเตรเลีย การตกปลาเพื่อยังชีพในแหล่งน้ำสาธารณะยังคงเป็นสิทธิ์ดั้งเดิมของชุมชน
ที่ทำได้โดยทั่วไป
- ตกปลาด้วยเบ็ดสายเดียวในแม่น้ำสาธารณะ
- ตกปลาในพื้นที่ที่ชาวบ้านใช้กันมา ตราบใดที่ไม่ขัดแย้งกับชุมชน
ที่ต้องระวัง
- เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ — มักมีป้ายชัดเจน ห้ามตกในระยะเวลาหรือพื้นที่ที่กำหนด
- เขตห้ามจับสัตว์น้ำตามฤดูกาล — กรมประมงประกาศเป็นช่วง ๆ เพื่อให้ปลาวางไข่
- พื้นที่ชุมชนที่ชาวบ้านถือครอง — ควรถามก่อนทุกครั้ง
"ในประเทศไทย ความสัมพันธ์กับคนในพื้นที่สำคัญกว่าเอกสาร ถามก่อน สร้างความเชื่อใจ แล้วทุกอย่างจะราบรื่น"
อ่างเก็บน้ำของกรมชลประทาน — ต้องตรวจสอบเป็นรายกรณี
อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในไทย เช่น เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนวชิราลงกรณ์ มักอยู่ภายใต้การดูแลของกรมชลประทาน
สถานการณ์ที่พบบ่อย
- อนุญาตให้ตกปลาได้ แต่ต้องลงทะเบียนกับเจ้าหน้าที่ประจำอ่างฯ
- มีโซนห้ามตก บริเวณหน้าเขื่อนและท่อน้ำ
- บางอ่างมีการประมูลสิทธิ์ ให้กลุ่มประมงท้องถิ่นดูแล นักตกปลาต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้กลุ่มนั้น
คำแนะนำ: ติดต่อกรมชลประทานหรือศาลากลางจังหวัดนั้น ๆ ล่วงหน้า หรือถามชาวบ้านในพื้นที่ที่รู้จักอ่างนั้นดี
อุทยานแห่งชาติทางทะเล — ห้ามตกปลาในเขตอนุรักษ์
นี่คือพื้นที่ที่กฎเข้มข้นที่สุดและมีโทษหนักที่สุด
อุทยานที่ห้ามตกปลาโดยเด็ดขาด
อุทยานแห่งชาติทางทะเลเกือบทุกแห่งในไทยห้ามตกปลาในเขตอนุรักษ์ รวมถึง:
- หมู่เกาะสิมิลัน
- หมู่เกาะสุรินทร์
- เกาะตะรุเตา
- อ่าวพังงา (บางเขต)
- หมู่เกาะอ่างทอง
โทษ
ฝ่าฝืนในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเลอาจถูกปรับตั้งแต่ 10,000–100,000 บาท ยึดอุปกรณ์ตกปลาทั้งหมด และในกรณีร้ายแรงอาจถูกดำเนินคดีอาญา
การใช้เรือท้องถิ่นเข้าไปตกปลาในเขตอุทยานโดยไม่รู้ว่าเป็นเขตหวงห้าม ไม่ถือว่าเป็นข้อแก้ตัวทางกฎหมาย ตรวจสอบแผนที่เขตอุทยานก่อนเสมอ
พื้นที่ที่อาจอนุญาตได้
บางอุทยานมีการกำหนดโซนสำหรับการตกปลาเพื่อกีฬา (Sport Fishing Zone) ที่อยู่นอกเขตอนุรักษ์แนวปะการัง ต้องสอบถามจากกรมอุทยานแห่งชาติหรือเจ้าหน้าที่อุทยานโดยตรง
การตกปลาทะเลเชิงพาณิชย์และกึ่งพาณิชย์
ถ้าคุณวางแผนจะออกเรือตกปลาและขายสิ่งที่จับได้ — นั่นคือเรื่องของใบอนุญาตประมงพาณิชย์ ซึ่งต่างจากการตกปลาเพื่อกีฬาโดยสิ้นเชิง
สำหรับนักท่องเที่ยวที่ออกทริปกับเรือท่องเที่ยว (Charter Boat) — ใบอนุญาตเป็นความรับผิดชอบของเจ้าของเรือ คุณไม่ต้องดำเนินการเอง
สรุปตามประเภทพื้นที่
| ประเภทพื้นที่ | ต้องใบอนุญาตไหม? | ต้องทำอะไร? | |---|---|---| | บ่อปลาเอกชน | ไม่ต้อง | จ่ายค่าบ่อ ปฏิบัติตามกฎบ่อ | | แม่น้ำสาธารณะ | ส่วนใหญ่ไม่ต้อง | ตรวจสอบเขตอนุรักษ์ ถามชาวบ้าน | | อ่างเก็บน้ำกรมชลฯ | บางแห่งต้อง | ติดต่อเจ้าหน้าที่ก่อน | | อุทยานแห่งชาติทางทะเล | ส่วนใหญ่ห้ามเลย | ตรวจแผนที่ โซน Sport Fishing | | ทะเลสาธารณะนอกเขต | ไม่ต้อง (กีฬา) | ระวังเขตประมง ตรวจ AIS |
วิธียืนยันก่อนออกทริป
- ถามเจ้าของบ่อหรือไกด์ท้องถิ่น — แหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้มากที่สุดสำหรับพื้นที่นั้น ๆ
- ตรวจเว็บไซต์กรมอุทยานแห่งชาติ — dnp.go.th มีแผนที่เขตอุทยานและกฎระเบียบ
- ติดต่อกรมประมง — fisheries.go.th มีข้อมูลเขตอนุรักษ์สัตว์น้ำ
- ถามในกลุ่มนักตกปลาไทย — Facebook กลุ่มนักตกปลาท้องถิ่นมักรู้กฎพื้นที่ดีกว่าใคร
อ่านต่อ: ฤดูกาลตกปลาที่ดีที่สุดในประเทศไทย | มารยาทการตกปลาที่บ่อ | สิ่งที่ควรเตรียมเมื่อตกปลาในไทย